การพัฒนาหลักสูตรคณิตและการพัฒนาตำรา

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เรียนคณิตศาสตร์ไปทำไม

                                              เรียนคณิตศาสตร์ไปทำไม       
          ประโยคนี้เป็นคำถามสำหรับคนที่ไม่ชอบตัวเลขอย่างดิฉัน และก็เกลียดมาก แต่ไม่เคยคิดเลยว่าตัวดิฉันจะเป็นคนตอบคำถามเอง และสัมผัสกับคณิตศาสตร์เอง จนเกิดเป็นความรักและชอบตัวเลขขึ้นมา ก็ต้องขอขอบพระคุณ คุณครูทุก ๆ ท่านเป็นอย่างสูง ที่ทำให้ดิฉันมาถึงจุด ๆ นี้ได้ และจนมาวันหนึ่งก็มีลูกศิษย์ถามคำถามนี้เหมือนตอนที่ฉันยังเด็ก ๆ ว่า คุณครูคะ  “ Sin Cos Tan เรียนไปทำไมคะ เวลาหนูไปซื้อของที่ตลาดก็ไม่เห็นแม่ค้าถามเลย ”  ดิฉันคิดว่า คำถามบางคำถามฟังดูง่ายแต่ก็ตอบยาก อาจจะยากด้วยคำอธิบาย ยากด้วยตัวอย่างที่จะยกมาอ้างอิง ยากที่อายุของผู้เรียนเป็นต้น คนที่มีลูกกำลังหัดพูดหัดเรียน คงเคยเจอกับคำถาม “ ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ” ถ้าเราตอบไม่ดีหรือไม่มีศิลปะในการตอบ เด็กอาจจะจำสิ่งที่ผิด
          ตามหลักสูตรการศึกษา คณิตศาสตร์จัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นพื้นฐานการคิด ตรงนี้อาจเป็นคำตอบหนึ่งที่เราอาจนำไปคลายความสงสัยของนักเรียนได้ แต่ภาษาแบบนี้ไม่เหมาะกับวัยคนถามแน่นอนค่ะ แต่ถ้าหากเปรียบเทียบเป็นอาหาร คณิตศาสตร์ถือว่าเป็นอาหารสมองที่นักเรียนต้องได้รับ เพราะสมองจะต้องมีการคิดการคำนวณ สมองจึงจะมีการเจริญเติบโต แบบนี้นักเรียนอาจจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น อีกสาเหตุหนึ่ง ที่นักเรียนสงสัยว่าเรียนไปทำไม อาจเป็นเพราะคุณครูเราไม่ได้นำความรู้ไปเชื่อมกับปัญหาที่นักเรียนพบ ทำให้นักเรียนมองไม่เห็นสะพานเชื่อมระหว่างคณิตศาสตร์กับโลกที่เป็นจริง ปัจจุบันนี้การสอนคณิตศาสตร์จะเน้นให้เด็กคิดโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน นักเรียนก็จะค้นพบตนเองว่า “เรียนไปทำไม” ดิฉันมีมีตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะอธิบายคำถามนี้ได้ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เจ้าของทฤษฎีสัมพัทธภาพคณิตศาสตร์ ที่เขาใช้เป็นเครื่องมือในการอธิบายเครื่องมือสัมพัทธภาพ เชื่อไหมคะว่าไอน์สไตน์ไม่ได้คิดคณิตศาสตร์ขึ้นเอง แต่ได้ใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่ รีมันน์ ได้คิดเอาไว้เมื่อหลายปีก่อนมาประยุกต์ใช้  แสดงให้เห็นว่าเรื่องบางเรื่องอาจจะตอบไม่ได้ว่า มีประโยชน์อะไรในวันนี้ และไม่รู้ว่าเรียนไปทำไม แต่ในวันข้างหน้าคนที่นำไปใช้ คงจะให้คำตอบนี้ได้ดีที่สุด
          ฉะนั้นที่ลูกศิษย์คนนั้นถามตั้งแต่ตอนต้นว่า “ Sin Cos Tan เรียนไปทำไม ” ดิฉันก็ตอบไปว่า ณ วันนี้ Sin Cos Tan อาจจะดูเหมือนไม่มีคุณค่า อาจจะดูเหมือนไม่มีชีวิต  แต่วันข้างหน้าถ้าเรา Ent’ ติดคณะวิศวะ คณะแพทย์ศาสตร์ หรือประสบความสำเร็จในชีวิต มันจะมีคุณค่าสำหรับเราและจะช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ตลอดไป

    พวกคุณเข้ามาที่นี่...พวกคุณทุกคนเป็นเพชร....ไม่ใช่ก้อนกรวด
แล้วพวกคุณจะทำคุณค่าของเพชรให้มันต่ำหรือสูง
ขึ้นอยู่กับน้ำหนักสมองของพวกคุณ”
ว๊ากเกอร์/ม.กรุงเทพ รับน้องปี 46

                                                                                                                                                                                           

                                                                                                    นางสาวธนัญญา  สดชื่น  เลขที่ 9  วท.ม.คศ. 4

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น